วางรากฐานให้ธุรกิจดำเนินได้อย่างต่อเนื่อง ด้วย Hyperscale Cloud กับความสำคัญที่ทำไมการ 2 Region จึงสำคัญ

ในยุคที่ธุรกิจขับเคลื่อนด้วยระบบดิจิทัล การดำเนินงานทางธุรกิจที่เอื้อไปทาง ออนไลน์ และระบบดิจิทัลทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็น แพลตฟอร์มต่าง ๆ อาทิ e-commerce ระบบการชำระเงิน ช่องทางในการสื่อสาร ซึ่งสิ่งเหล่านี้ต้องอาศัยโครงสร้างพื้นฐานทางดิจิทัล ที่ต้องพร้อมใช้งานได้ตลอดเวลา แม้เกิดเหตุไม่คาดคิด ระบบต่างๆ ต้องพร้อมใช้งานได้ทันที

 

องค์กรธุรกิจในปัจจุบันนี้จึงพิจารณาย้าย Workload ขึ้นไปอยู่บน Hyperscale Cloud เพื่อให้ขยายได้เร็ว ยืดหยุ่น และเข้าถึงบริการระดับโลกได้ แต่หลังจากย้ายขึ้นคลาวด์ สิ่งที่ต้องพิจารณาเพิ่มก็คือ “วางไว้แค่ 1 Region พอไหม หรือควรมี 2 Region ตั้งแต่แรก?”

 

แม้การออกแบบระบบจะไม่มีคำตอบเดียวที่ใช้ได้กับทุกองค์กร แต่สำหรับระบบที่มีบทบาทสำคัญต่อการดำเนินธุรกิจ การพึ่งพาเพียง Region เดียวอาจเป็นความเสี่ยงที่มองข้ามไม่ได้ ด้วยเหตุนี้ การออกแบบให้มีอย่างน้อย 2 Region จึงเป็นมาตรฐานที่พบได้บ่อยสำหรับองค์กรที่ต้องการลดความเสี่ยงจากเหตุไม่คาดคิด และสร้างความต่อเนื่องทางธุรกิจเพื่อตอบสนองการใช้งานตลอด 24 ชั่วโมงเช่นยุคปัจจุบัน

ทำความเข้าใจกับ Hyperscale Cloud และ Region แบบเข้าใจง่าย ๆ
ทำความเข้าใจกับ Hyperscale Cloud และ Region แบบเข้าใจง่าย ๆ
  • Hyperscale Cloud คือ “ผู้ให้บริการคลาวด์รายใหญ่” ที่มีศูนย์ข้อมูลกระจายหลายแห่ง มีบริการจำนวนมาก และรองรับการขยายทรัพยากรได้แทบไม่จำกัด เหมาะกับองค์กรที่ต้องการความคล่องตัว และความพร้อมใช้งานสูง
  • Region คือ “กลุ่มศูนย์ข้อมูล” ที่ตั้งอยู่ในพื้นที่หรือประเทศเดียวกัน เช่น สิงคโปร์ หรือโตเกียว โดยผู้ให้บริการ Cloud จะออกแบบให้ภายในหนึ่ง Region มีศูนย์ข้อมูลหลายแห่งกระจายอยู่แยกจากกัน ซึ่งเรียกว่า Availability Zone (AZ) เพื่อช่วยลดความเสี่ยงกรณีศูนย์ข้อมูลบางจุดมีปัญหา แต่ระบบยังสามารถทำงานต่อได้ในระดับหนึ่ง และถึงแม้ AZ จะช่วยป้องกันปัญหาที่เกิดกับศูนย์ข้อมูลบางจุดได้ก็จริง แต่หากเกิดเหตุขัดข้องที่กระทบทั้งภูมิภาคหรือทั้ง Region พร้อมกัน ระบบที่อยู่ใน Region เดียวกันก็ยังมีโอกาสได้รับผลกระทบทั้งหมดอยู่ดี

 

Single Region vs Multi Region จุดตัดสินใจที่ส่งผลต่อความต่อเนื่องของระบบ

การเลือกระหว่าง Single Region และ Multi Region คือการตัดสินใจว่าธุรกิจจะฝากความต่อเนื่องไว้กับอะไร หากเกิดเหตุไม่คาดคิดขึ้น

  • ในกรณีของ Single Region ระบบทั้งหมดจะถูกรันอยู่ใน Region เดียว เช่น วางระบบ Production ทั้งหมดไว้ที่สิงคโปร์ การออกแบบลักษณะนี้เป็นทางเลือกที่หลายองค์กรเริ่มต้น เพราะมีข้อดีที่ชัดเจนคือ โครงสร้างไม่ซับซ้อน ดูแลจัดการง่าย ใช้ทรัพยากรและทีมงานน้อยกว่า และมีต้นทุนเริ่มต้นต่ำ เหมาะกับระบบที่ยังไม่ใหญ่มาก หรือธุรกิจที่ต้องการเริ่มใช้งาน Cloud อย่างรวดเร็วโดยไม่เพิ่มภาระด้านสถาปัตยกรรมมากเกินไป อย่างไรก็ตาม จุดอ่อนสำคัญของ Single Region คือ จุดพึ่งพามีเพียงจุดเดียว หากเกิดเหตุขัดข้องในระดับ Region ไม่ว่าจะเป็นปัญหาโครงข่าย พลังงาน หรือเหตุการณ์อื่น ๆ ที่กระทบทั้งภูมิภาค ระบบมีโอกาสหยุดให้บริการพร้อมกันทั้งชุด และธุรกิจแทบไม่มีทางเลือกนอกจากรอให้สถานการณ์กลับสู่ปกติเอง
  • ขณะที่ Multi Region เป็นการออกแบบระบบให้ทำงานอยู่มากกว่า 1 Region เช่น อยู่ในสิงคโปร์และโตเกียว โดยตั้งใจลดการพึ่งพา Region ใด Region หนึ่งเพียงจุดเดียว ข้อได้เปรียบที่สำคัญคือ มีทางเลือกเมื่อเกิดปัญหา หาก Region หลักไม่สามารถให้บริการได้ ระบบสามารถสลับไปยัง Region สำรอง (Failover) หรือในบางกรณีสามารถแบ่งโหลดการใช้งานระหว่างหลาย Region (Load Sharing) ได้ทันที ทำให้บริการยังดำเนินต่อไปได้โดยกระทบผู้ใช้น้อยที่สุด

 

อย่างไรก็ตาม Multi Region ก็แลกมาด้วยความซับซ้อนในการออกแบบ การจัดการข้อมูล และต้นทุนที่สูงขึ้นตามระดับความพร้อมใช้งานที่องค์กรต้องการ ดังนั้นการเลือกใช้ Multi Region จึงไม่ใช่แค่คิดว่ามีแล้วดีกว่าไม่มี แต่ต้องพิจารณาให้สอดคล้องกับความสำคัญของระบบ ความเสี่ยงที่ยอมรับได้ และเป้าหมายทางธุรกิจในระยะยาว

 

กล่าวโดยสรุปแล้ว Multi Region หรือการมี Region Paired  จึงมีความสำคัญต่อ Business Continuity ด้วยแนวคิดของ Region Paired บน Hyperscale Cloud คือการจับคู่ Region จำนวน 2 แห่งที่อยู่ภายในประเทศ หรือพื้นที่ภูมิภาคเดียวกัน โดยถูกออกแบบให้มีระยะห่างทางกายภาพไกลพอที่จะไม่ได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติหรือเหตุขัดข้องในเหตุการณ์เดียวกัน (เช่น น้ำท่วม แผ่นดินไหว หรือไฟดับในวงกว้าง) แต่ในขณะเดียวกันก็ใกล้พอที่จะมี latency ต่ำ ทำให้เหมาะอย่างยิ่งสำหรับงาน replication ข้อมูลแบบ near real-time และการทำ failover เมื่อเกิดเหตุฉุกเฉิน แนวคิดนี้จึงเป็นรากฐานสำคัญของสถาปัตยกรรม High Availability และ Disaster Recovery บนคลาวด์ ช่วยให้ระบบธุรกิจสามารถกลับมาให้บริการได้อย่างรวดเร็ว ลด Downtime และลดความเสี่ยงด้านรายได้และความเชื่อมั่นของลูกค้าในสถานการณ์วิกฤต

เมื่อความเสี่ยงไม่ได้เกิดแค่ในระดับ AZ ดังนั้น 2 Region จึงสำคัญ
เมื่อความเสี่ยงไม่ได้เกิดแค่ในระดับ AZ ดังนั้น 2 Region จึงสำคัญ

Availability Zone ช่วยลดความเสี่ยงในระดับหนึ่งก็จริง แต่ไม่ได้การันตีว่าระบบจะปลอดภัยจากเหตุขัดข้องในระดับภูมิภาค เมื่อความเสี่ยงสามารถเกิดขึ้นได้ทั้งในระดับโครงข่าย พลังงาน หรือเหตุการณ์ที่กระทบทั้ง Region การออกแบบระบบให้มี 2 Region จึงไม่ใช่การคิดเผื่อเกินจำเป็น แต่คือการเตรียมแผนป้องกันความเสี่ยงให้ธุรกิจในวันที่ระบบหลักไม่สามารถให้บริการได้ และมีเหตุผลอื่น ๆ คือ

  1.  เพราะ “Region ทั้ง Region ก็ล่มได้” (Regional Outage) แม้ Cloud Provider จะมีมาตรฐานสูง แต่สถานการณ์จริง เหตุขัดข้องระดับภูมิภาคเกิดขึ้นได้จากหลายปัจจัย เช่น โครงข่ายหลัก (Backbone), พลังงานในระดับพื้นที่, ความผิดพลาดจากการเปลี่ยนแปลงระบบของผู้ให้บริการ หรือเหตุการณ์ด้านความมั่นคงและภัยธรรมชาติ ถ้าระบบของคุณอยู่ Region เดียว เมื่อเหตุระดับ Region เกิดขึ้น คุณจะเหลือทางเลือกไม่มากนัก และส่วนใหญ่คือ “ต้องรอ” แต่ถ้าออกแบบระบบให้มี Region สำรอง คุณสามารถ Failover ไปยัง Region ที่ยังพร้อมใช้งาน เพื่อลด Downtime ได้แบบเห็นผล
  2. เพราะแผน Business Continuity/Disaster Recovery ต้องใช้งานได้จริง สำหรับระบบที่มีความสำคัญต่อการดำเนินธุรกิจ เช่น ระบบชำระเงิน, ระบบ e-Commerce หลัก หรือระบบงานหลังบ้านที่ไม่สามารถหยุดให้บริการได้ การมีแผน Business Continuity/Disaster Recovery (BC/DR) ต้องเป็นแนวทางที่สามารถนำไปใช้ได้จริงเมื่อเกิดเหตุขัดข้อง และรองรับระดับความพร้อมใช้งานที่ธุรกิจต้องการ

    และในทางปฏิบัติ ประเด็นด้าน BC/DR มักถูกพิจารณาโดยลูกค้าองค์กร หน่วยงานตรวจสอบ และมาตรฐานภายในอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากสะท้อนความสามารถขององค์กรในการบริหารความเสี่ยงและรักษาความต่อเนื่องของบริการอย่างเป็นรูปธรรม

    การออกแบบระบบให้มี อย่างน้อย 2 Region จึงช่วยให้องค์กรสามารถกำหนดรูปแบบการทำงานได้ชัดเจน ไม่ว่าจะเป็น Active-Passive ที่มี Region สำรองพร้อมสลับการทำงาน หรือ Active-Active ที่ให้ทั้งสอง Region ทำงานร่วมกันเพื่อลดผลกระทบเมื่อเกิดเหตุ โดยหัวใจสำคัญคือการทำให้แผน BC/DR สามารถทดสอบและใช้งานได้จริง ไม่ใช่แค่ระบุไว้บนเอกสารนโยบายเท่านั้น

    จากที่กล่าวข้างต้น การมี Region Paired แล้วธุรกิจได้อะไรบ้าง การออกแบบระบบให้ทำงานแบบ 2 Region หรือ Region Paired ช่วยยกระดับความพร้อมใช้งาน (Resilience) ของโครงสร้างพื้นฐานไอทีอย่างเป็นรูปธรรม เริ่มจาก Fault Isolation คือการแยกความเสี่ยงเชิงกายภาพออกจากกัน ปัญหาอย่างไฟดับ น้ำท่วม หรือแผ่นดินไหวไม่ควรส่งผลกระทบต่อทั้งสอง Region พร้อมกัน ทำให้ธุรกิจยังคงให้บริการได้แม้ Region หนึ่งจะล่ม ต่อมาคือ Low Latency Replication ด้วยระยะห่างที่ออกแบบมาอย่างเหมาะสม ทำให้สามารถทำการ Sync หรือ Async Replication ของข้อมูลระหว่าง Region ได้อย่างมีประสิทธิภาพ รองรับงานที่ต้องการข้อมูลใกล้เคียง real-time เช่น ระบบธุรกรรมหรือระบบลูกค้า และสุดท้ายคือ Disaster Recovery Ready ที่พร้อมใช้งานกับบริการ DR ระดับแพลตฟอร์ม เช่น Object Storage Replication สำหรับสำรองข้อมูลแบบข้าม Region, Autonomous Database DR และ Data Guard สำหรับปกป้องฐานข้อมูลระดับ Mission-Critical รวมถึงโซลูชันอย่าง AIS Cloud บนแพลตฟอร์มของ Oracle Cloud Infrastructure ซึ่งช่วยให้สามารถกู้คืนทั้งแอปพลิเคชัน สตอเรจ และฐานข้อมูลกลับมาใช้งานได้อย่างเป็นระบบ ลดทั้ง RTO/RPO และลดความซับซ้อนในการออกแบบ DR ด้วยตัวเอง
  3. เพราะต้นทุนจากการหยุดชะงักของระบบมักสูงกว่าที่คาดการณ์ แม้การออกแบบระบบแบบ Multi Region จะมีต้นทุนเพิ่มขึ้น แต่ในสถานการณ์จริงที่ระบบหยุดชะงัก องค์กรจำนวนมากกลับได้รับผลกระทบสูงกว่าต้นทุนของระบบ ซึ่งมักไม่ปรากฏเป็นค่าใช้จ่ายโดยตรงในทันที แต่กลับส่งผลต่อความเชื่อมั่นของลูกค้าที่ลดลง ภาระงานด้านซัปพอร์ตที่เพิ่มขึ้น และการชะงักของกระบวนการทำงานภายใน ที่ส่งผลต่อรายได้และภาพลักษณ์ในระยะยาว

 

ดังนั้น การพิจารณาที่เหมาะสมจึงไม่ควรตั้งต้นจากต้นทุนของ Multi Region เพียงอย่างเดียว แต่ควรประเมินความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นเมื่อระบบไม่สามารถให้บริการได้ และต้องพิจารณาว่าองค์กรสามารถยอมรับความเสี่ยงในระดับใด เพื่อให้การลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานสอดคล้องกับความเป็นจริงทางธุรกิจ

ถ้าจะทำ 2 Region ให้คุ้ม ต้องคิด 3 เรื่องนี้ก่อน
ถ้าจะทำ 2 Region ให้คุ้ม ต้องคิด 3 เรื่องนี้ก่อน

2 Region จะคุ้มค่าก็ต่อเมื่อรู้ว่ากำลังป้องกันความเสี่ยงระดับไหน และยอมรับผลกระทบได้มากน้อยเพียงใด เพราะรายละเอียดเชิงสถาปัตยกรรมตั้งแต่ RTO/RPO ไปจนถึงการสลับระบบ ล้วนเป็นตัวกำหนดผลลัพธ์ของ Multi Region โดยตรง

  1. เลือกเป้าหมาย RTO/RPO ให้ชัด Multi Region จะคุ้มค่าก็ต่อเมื่อองค์กรรู้ชัดว่าระบบสามารถหยุดได้นานแค่ไหน และยอมรับการสูญหายของข้อมูลได้มากเพียงใด ซึ่งถูกสะท้อนออกมาเป็น RTO (เวลาที่ระบบหยุดได้) และ RPO (ปริมาณข้อมูลที่ยอมรับให้หายได้) ตัวเลขทั้งสองนี้คือตัวกำหนดทั้งระดับการป้องกัน ความซับซ้อนของสถาปัตยกรรม และงบประมาณโดยตรง ยิ่งต้องการให้ระบบกลับมาเร็ว และยิ่งยอมให้ข้อมูลหายได้น้อย การออกแบบ Multi Region ก็จะยิ่งซับซ้อนและมีต้นทุนสูงขึ้น ดังนั้นการกำหนด RTO/RPO ให้สอดคล้องกับความจริงของธุรกิจตั้งแต่ต้น คือกุญแจสำคัญในการทำ Multi Region ให้คุ้มค่า ไม่ต้องลงทุนเกินจำเป็น และใช้งานได้จริง
  2. ออกแบบการจัดการข้อมูลให้ตรงกับการใช้งานจริงของธุรกิจการทำ Multi Region ไม่ได้หมายความว่าต้องคัดลอกข้อมูลทุกอย่างไปไว้ทุก Region แบบเหมือนกันทั้งหมด สิ่งสำคัญคือการแยกให้ชัดว่าข้อมูลใดต้องอัปเดตแทบจะทันที ข้อมูลใดสามารถยอมรับความล่าช้าได้บ้าง และระบบใดจำเป็นต้องออกแบบให้รองรับการทำงานข้าม Region อย่างปลอดภัย เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาข้อมูลไม่ตรงกันหรือกระทบการใช้งานของลูกค้า เมื่อการจัดการข้อมูลสอดคล้องกับลักษณะการใช้งานจริงของธุรกิจ Multi Region จะช่วยเพิ่มความพร้อมใช้งานและลดความเสี่ยงได้โดยไม่เพิ่มความซับซ้อนหรือค่าใช้จ่ายเกินความจำเป็น
  3. ออกแบบการสลับระบบให้ทำงานอัตโนมัติและทดสอบได้จริง หัวใจของการทำ Multi Region คือการทำให้ระบบสามารถเปลี่ยนเส้นทางการใช้งานไปยัง Region ที่ยังพร้อมให้บริการได้ทันทีเมื่อเกิดปัญหา โดยไม่ต้องพึ่งพาการสลับระบบด้วยมือ ซึ่งมักใช้เวลาและเพิ่มความเสี่ยงในสถานการณ์ฉุกเฉิน นอกจากนี้ ระบบสลับการทำงานดังกล่าวต้องสามารถทดสอบได้อย่างสม่ำเสมอ เพื่อยืนยันว่าเมื่อเกิดเหตุจริง การเปลี่ยนเส้นทางการใช้งานจะทำงานได้ตามแผน ลดผลกระทบต่อผู้ใช้งาน และช่วยให้บริการของธุรกิจดำเนินต่อไปได้อย่างราบรื่น
Multi Region กับข้อกำกับข้อมูล: Data Residency/Data Sovereignty
Multi Region กับข้อกำกับข้อมูล: Data Residency/Data Sovereignty

โดยเฉพาะธุรกิจที่มีข้อมูลลูกค้า ข้อมูลทางการเงิน หรือข้อมูลที่อยู่ภายใต้กฎหมายกำกับดูแล การเลือกวางระบบแบบ 2 Region ไม่ได้มีเป้าหมายแค่ความพร้อมใช้งานเท่านั้น แต่ยังช่วยให้องค์กรสามารถกำหนดได้อย่างชัดเจนว่า “ข้อมูลใดควรถูกจัดเก็บและประมวลผลใน Region ใด”

ในหลายประเทศ กฎหมายด้านข้อมูลเริ่มกำหนดเงื่อนไขเรื่องที่ตั้งของข้อมูล (Data Location) มากขึ้น การมีสถาปัตยกรรม Multi Region ช่วยให้องค์กรสามารถออกแบบระบบให้สอดคล้องกับข้อกำหนดเหล่านี้ได้ตั้งแต่ต้น ลดความเสี่ยงในอนาคต และไม่ต้องย้อนกลับมาปรับโครงสร้างระบบใหม่เมื่อกฎหมายเปลี่ยนแปลง

กล่าวอีกนัยหนึ่ง 2 Region ไม่ได้ออกแบบเพื่อป้องกันระบบล่มอย่างเดียว แต่ยังเป็นเรื่องของความพร้อมด้านกฎหมาย ความน่าเชื่อถือ และความยั่งยืนของธุรกิจในระยะยาว

ทำ Failover ให้ทำงานอัตโนมัติ: องค์ประกอบที่ต้องมี

หัวใจของ Multi Region Architecture ที่แท้จริง คือการออกแบบ Routing และ Failover ให้ทำงานได้แบบอัตโนมัติ และสามารถทดสอบได้จริง ในทางปฏิบัติ ระบบมักต้องอาศัยองค์ประกอบ เช่น

  • Global Load Balancer หรือ DNS Failover สำหรับกระจายทราฟฟิก
  • Health Check เพื่อประเมินสถานะของแต่ละ Region แบบเรียลไทม์
  • กลไกป้องกันการสลับระบบผิดพลาด เช่น split-brain scenario

ที่สำคัญไม่แพ้กันคือ การทดสอบแผน Failover อย่างสม่ำเสมอ เพราะระบบที่ออกแบบมาเพื่อรองรับเหตุฉุกเฉิน แต่ไม่เคยทดสอบจริง มักไม่สามารถทำงานได้ตามที่คาดหวังเมื่อเกิดเหตุจริง

ประเมินความจำเป็นของธุรกิจ กับการเลือกใช้ Hyperscale Cloud ที่มี 2 Region
ประเมินความจำเป็นของธุรกิจ กับการเลือกใช้ Hyperscale Cloud ที่มี 2 Region

ก่อนตัดสินใจลงทุนกับ การใช้เทคโนโลยีคลาวด์ สิ่งสำคัญไม่ใช่การดูว่าระบบทำได้หรือไม่ ลองพิจารณาจากคำถามเหล่านี้ หากคุณตอบว่า “ใช่” ตั้งแต่ 3 ข้อขึ้นไป นั่นอาจเป็นสัญญาณว่าการใช้ Hyperscale Cloud ที่มี 2 Region ควรถูกนำมาพิจารณาอย่างจริงจัง

  1. ระบบนี้เป็นระบบที่หากหยุดให้บริการแล้ว กระทบรายได้หรือการดำเนินงานทันทีหรือไม่
  2. ลูกค้าหรือผู้ใช้งานคาดหวังให้ระบบพร้อมใช้งานได้ตลอด 24 ชั่วโมง ทุกวันหรือไม่
  3. มีข้อตกลงด้าน SLA หรือสัญญาที่ระบุระดับ Uptime อย่างชัดเจนหรือไม่
  4. เคยเกิดเหตุระบบล่มจนส่งผลต่อความเชื่อมั่นของลูกค้า หรือทำให้ปริมาณเคสซัปพอร์ตเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญหรือไม่
  5. องค์กรมีข้อกำกับ มาตรฐาน หรือการตรวจสอบที่ต้องแสดงแผน Business Continuity/Disaster Recovery หรือไม่
  6. ธุรกิจมีการขยายไปหลายประเทศหรือหลายตลาด และต้องการลดความเสี่ยงจากการพึ่งพา Region เดียวหรือไม่

หากระบบของคุณเกี่ยวข้องกับรายได้ ความเชื่อมั่นของลูกค้า หรือข้อกำกับด้านมาตรฐาน การออกแบบให้มี 2 Region มักไม่ใช่เรื่องฟุ่มเฟือย เพราะนี่เป็นการเตรียมความพร้อมให้ธุรกิจสามารถเดินต่อได้ในวันที่เกิดเหตุไม่คาดคิด

 

บทสรุป

ปฎิเสธไม่ได้ว่าองค์กรธุรกิจในยุคนี้พิจารณาใช้ Hyperscale Cloud เป็นโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลที่สำคัญ ด้วยเหตุผลที่ Hyperscale Cloud ทำให้ระบบมีความยืดหยุ่น ขยายตัวได้รวดเร็ว และรองรับการเติบโตของธุรกิจอย่างมีประสิทธิภาพ แต่อีกเหตุผลหนึ่งที่ธุรกิจให้การตระหนักถึงคือ การที่ Hyperscale Cloud นั้นมีการออกแบบสถาปัตยกรรมแบบ 2 Region หรือ Region Paired เพราะการวางระบบไว้เพียง Region เดียว ยังคงมีความเสี่ยงเชิงภูมิภาคที่ไม่ควรมองข้าม โดยเฉพาะระบบธุรกิจหลักที่ไม่สามารถหยุดให้บริการได้ การออกแบบสถาปัตยกรรมแบบ 2 Region จึงเป็นกลไกสำคัญในการลด Downtime รองรับ BC/DR ในรูปแบบที่สามารถทดสอบได้จริง และช่วยให้ธุรกิจดำเนินต่อได้แม้ในวันที่เกิดเหตุไม่คาดคิด อย่างไรก็ตาม ในทางปฏิบัติ Multi-Region ที่มีประสิทธิภาพไม่ได้จบเพียงแค่การเปิดใช้งาน Region เพิ่ม แต่ต้องออกแบบให้สอดคล้องกับเป้าหมาย RTO/RPO มีการจัดการข้อมูลที่เหมาะสม และมีกลไก Failover ที่ทำงานอัตโนมัติและทดสอบได้ เพื่อให้การลงทุนเกิดความคุ้มค่าและตอบโจทย์เชิงธุรกิจอย่างแท้จริง แนวคิดนี้กำลังถูกนำมาประยุกต์ใช้กับ Cloud ภายในประเทศมากขึ้น

 

ปัจจุบันแพลตฟอร์มอย่าง AIS Cloud  ซึ่งเป็น THAI Hyperscale Cloud ได้ออกแบบโครงสร้างพื้นฐานที่มี 2 Regions ภายในประเทศ รองรับการทำ replication ข้อมูลข้าม Region ด้วย latency ต่ำ และช่วยแยกความเสี่ยงจากเหตุขัดข้องเชิงกายภาพได้อย่างเป็นระบบ ทำให้องค์กรไทยสามารถยกระดับความพร้อมด้าน High Availability และ Disaster Recovery ได้ในระดับเดียวกับผู้ให้บริการ Hyperscale Cloud ระดับโลก โดยยังตอบโจทย์ด้าน Data Residency, Compliance และข้อกำหนดด้านกฎหมายในประเทศ สุดท้ายแล้ว การเลือกใช้คลาวด์ที่มี 2 Region ภายในประเทศจึงไม่ใช่แค่เรื่องของความเสถียรทางเทคนิค แต่เป็นการสร้าง “ภูมิคุ้มกันทางดิจิทัล” ให้ธุรกิจพร้อมเดินหน้าต่อได้ แม้ในวันที่เกิดเหตุไม่คาดฝัน

วันที่เผยแพร่ 25 กุมภาพันธ์ 2569

แหล่งอ้างอิง:

  • What are business continuity, high availability, and disaster recovery?, From: learn.microsoft.com
  • Vaibhav Shah, Cheryl Joseph and Jyoti Tyagi. Implementing Multi-Region Disaster Recovery Using Event-Driven Architecture, From: aws.amazon.com
  • Architecture strategies for using availability zones and region, From: learn.microsoft.com
  • Multi-region load balancing with Traffic Manager, Azure Firewall, and Application Gateway, From: learn.microsoft.com
  • Google Cloud multi-regional deployment archetype, From: docs.cloud.google.com
  • Build highly available systems through resource redundancy, From: docs.cloud.google.com

AIS Business พร้อมเป็นพันธมิตรดิจิทัล ที่มั่นใจได้ เพื่อพัฒนาธุรกิจและสังคมไทย
เติบโต อุ่นใจ ไปด้วยกัน
"Your Trusted Smart Digital Partner"

ปรึกษาและวางแผนพัฒนาเทคโนโลยี เพื่อรองรับการทำงานและต่อยอดธุรกิจได้ที่
Email : business@ais.co.th
Website : https://www.ais.th/business